ค้นหาบล็อกนี้

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ธงการกุศล แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ธงการกุศล แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2554

ธงกฐิน

ธงกฐิน
หลังจากออกพรรษาในช่วงแรม ๑ ค่ำเดือน ๑๑ ไปจนถึงวันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๑๒  เป็นฤดูกาลถวายผ้ากฐิน   ตลอดระยะเวลา  ๑ เดือนนี้  วัดวาอารามจะเนืองแน่นไปด้วยอุบาสกอุบาสิกา และ ศรัทธาญาติโยมที่มาร่วมงานถวายผ้ากฐินเป็นประจำทุกปีเพราะการถวายกฐินถือเป็นงานบุญสำคัญที่จะกระทำได้เพียงปีละครั้ง
สัญญาลักษณ์ที่คุ้นตาในเทศกาลงานทอดกฐินอย่างหนึ่งคือเมื่อวัดใดได้รับกฐินแล้วจะมีธงจระเข้คาบดอกบัวแขวนเคียงคู่กับธงรูปนางเงือกในท่าพนมมือถือดอกบัว   ในทางพระพุทธศาสนายังไม่มีหลักฐานปรากฏถึงความหมายและที่มาที่ไปของธงนี้   นักปราชญ์ได้เปรียบเทียบและได้ให้ความหมายของธงสัญญาลักษณ์  ดังนี้
ธงกฐินรูปจระเข้คาบดอกบัว  หกมายถึง  ความโลภ  โดยปกติแล้วจระเข้เป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ   ในบางช่วงจะขึ้นมานอนอ้าปากบนบกให้แมลงวันบินเข้ามาตอมอยู่ในปาก   เมื่อแมลงวันเข้าไปรวมกันหลายๆตัวเข้าจึงได้งับปากเอาแมลงวันเป็นอาหาร   ท่านเปรียบถึงเราที่มีความโลภ   มีมีความรู้สึกสำนึกชั่วดี   ความถูกต้อง  มีแต่จะเอาให้ได้ท่าเดียว   โดยมีคำนึงว่าที่ได้มานั้นสกปรกแปดเปื้อนด้วยความไม่ดีไม่งามหรืออกุศลหรือไม่   และไม่ใส่ใจว่าผู้อื่นจะได้รับผลอย่างไรจากการกระทำของตน   ดังนั้น   ท่านจึงเปรียบธงรูปจระเข้เหมือนกับความโลภ   ที่ทำให้คนกอบโกยทุกสิ่งทุกอย่างเท่าที่จะมีช่องทางหรือโอกาส
ธงกฐินรูปกินรีหรือนางมัจฉาถือดอกบัว  หมายถึง  ความหลงหรือโมหะ   ซึ่งรูปร่างและศัพท์ที่ใช้เรียกก็มีความชัดเจนอยู่แล้ว   นั่นคือ  กินรีเป็นคนหรือสัตว์กันแน่ดูไม่ออกเพราะท่อนล่างเป็นปลา  ท่อนบนเป็นคน   คำว่า “ กินรี ”   มาจากภาษาบาลีว่า “ กินนรี ”  แต่ผ่านกระบวนการแปลงศัพท์  แปลว่า “ คนอะไร ”   หรือคนผู้สงสัย,ผู้ยังสงสัย หรือผู้ที่ค้นพบเห็นก็เกิดความสงสัย   คือคนที่ไม่เป็นตัวของตัวเองทั้งทางด้านความคิด   การกระทำหรือพฤติกรรม   เพราะฉะนั้นท่านจึงเปรียบกินนรีหรือกินรีเสมือนโมหะ   คือ  ความหลงหรือผู้หลง  ความลังเลสงสัย  นั่นเอง
เรื่องธงจระเข้มีตำนานที่แตกต่างกันไปอย่างน้อย  ๓ เรื่อง
เรื่องที่ ๑ในโบราณสมัยการเดินทางต้องอาศัยดวงดาว  เช่น  การยกทัพเคลื่อนขบวนในตอนจวนจะสว่างจะต้องอาศัยดาวจระเข้   เพราะดาวจระเข้จะขึ้นในเวลานั้น   การทอดกฐินมีภาระมากบางครั้งต้องไปทอด ณ วัดซึ่งอยู่ไกลบ้าน   ฉะนั้น   การดูเวลาจึงต้องอาศัยดวงดาว   เมื่อดาวจระเข้ขึ้นก็เคลื่อนองค์กฐินไปสว่างเอาที่วัดพอดี   ต่อมามีผู้คิดทำธงในงานกบิน  ในชั้นต้นคงทำทิวธงประดับประดาให้สวยงามทั้งที่องค์กฐินและบริเวณวัดภายหลังคงหวังจะให้เป็นเครื่องหมายเนื่องด้วยการกฐินจึงคิดทำธงรูปจระเข้เสมือนประกาศให้รู้ว่าทอดกฐินแล้ว
เรื่องที่    เล่าเป็นนิทานโบราณว่าในการแห่กฐินทางเรือของอุบาสกผู้หนึ่งมีจระเข้ตัวหนึ่งอยากได้บุญจึงว่ายน้ำตามเรือไปด้วย   แต่ยังไม่ทันถึงวัดก็หมดแรงว่ายต่อไปไม่ไหว   จึงร้องบอกอุบาสกว่า   เหนื่อยนักแล้วไม่สามารถจะว่ายตามไปร่วมกองกุศลได้  หวานท่านเมตตาช่วยเขียนรูปข้าพเจ้าเพื่อเป็นสักขีพยานว่าได้ไปร่วมการกุศลด้วยเถิด   อุบาสกผู้นั้นจึงเขียนรูปจระเข้ยกเป็นธงขึ้นในวัด   เป็นปฐมและสืบเนื่องมาจนบัดนี้
เรื่องที่ ๓  เรื่องเก่าแก่ตั้งแต่โบราณกับปู่โสมเฝ้าทรัพย์ในอดิตกาล   กล่าวถึงเศรษฐีขี้ตระหนี่   ตอนที่มีชีวิตอยู่หาแต่เงิน   เก็บแต่เงิน   โดยนำเงินใส่ไห  ใส่ตุ่มไปฝั่งไว้ที่ริมฝั่งน้ำ   แต่ไม่ทำบุญให้ทาน   ไม่ตักบาตร   ไม่ถวายสร้างกฏิ   วิหาร  โบสถ์  สะพาน   ไม่ช่วยทำทางเข้าวัด  เหล่านี้เป็นต้น   เมื่อตายไปด้วยความห่วงสมบัติจึงไปเกิดเป็นจระเข้เฝ้าสมบัติอยู่แถวนั้น   นานเข้าก็มาฝันให้ญาติให้มาขุดเอาเงินไปทำบุญให้   จะทอดกฐินหรือผ้าป่าก็ได้   ญาติจึงนำเงินนั้นไปทอดกฐิน   สมัยก่อนเขาแห่กฐินทางเรือ   จระเข้ตัวนั้นจึงว่ายตามเรือตามกองกฐินไป   เมื่อทอดกฐินเสร็จ   ยาติก็อุทิศส่วนกุศลให้บอกว่านายนี้ที่ล่วงลับไป   บัดนี้เอาเงินมาทอดกฐินถวายให้พระแล้ว   จระเข้ก็โผหัวขึ้นมา   พอพระอนุโมธนาให้พรจบ   จระเข้ตัวนั้นก็มุดน้ำหายไป
ทุกวันนี้   ธงรูปจระเข้คาบดอกบัวจึงเป็นสัญญาลักษณ์ในการทอดกฐิน   หรือธงตะขาบก็มีตำนานคล้ายคลึงกัน   ต่างกันเพียงแต่เมื่อตายไปก็เกิดเป็นตะขาบคอยเฝ้าสมบัติเช่นกัน   ส่วนตำนานหรือนิทานพื้นบ้านที่เป็นเรื่องเล่าเกี่ยวกับธงกฐินรูปนางมัจฉายังไม่มีปรากฏให้เห็นนอกจากธงกฐินรูปจระเข้และนางมัจฉาแล้ว   บางแห่งอาจใช้ธงเป็นรูปเต่า  ตะขาบ หรือ แลงป่องก็ได้
จระเข้คาบดอกบัว

กินรีหรือนางมัจฉาถือดอกบัว





               
ตะขาบ



เต่า