ธงกฐิน
หลังจากออกพรรษาในช่วงแรม ๑ ค่ำเดือน ๑๑ ไปจนถึงวันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๑๒ เป็นฤดูกาลถวายผ้ากฐิน ตลอดระยะเวลา ๑ เดือนนี้ วัดวาอารามจะเนืองแน่นไปด้วยอุบาสกอุบาสิกา และ ศรัทธาญาติโยมที่มาร่วมงานถวายผ้ากฐินเป็นประจำทุกปีเพราะการถวายกฐินถือเป็นงานบุญสำคัญที่จะกระทำได้เพียงปีละครั้ง
สัญญาลักษณ์ที่คุ้นตาในเทศกาลงานทอดกฐินอย่างหนึ่งคือเมื่อวัดใดได้รับกฐินแล้วจะมีธงจระเข้คาบดอกบัวแขวนเคียงคู่กับธงรูปนางเงือกในท่าพนมมือถือดอกบัว ในทางพระพุทธศาสนายังไม่มีหลักฐานปรากฏถึงความหมายและที่มาที่ไปของธงนี้ นักปราชญ์ได้เปรียบเทียบและได้ให้ความหมายของธงสัญญาลักษณ์ ดังนี้
ธงกฐินรูปจระเข้คาบดอกบัว หกมายถึง ความโลภ โดยปกติแล้วจระเข้เป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ ในบางช่วงจะขึ้นมานอนอ้าปากบนบกให้แมลงวันบินเข้ามาตอมอยู่ในปาก เมื่อแมลงวันเข้าไปรวมกันหลายๆตัวเข้าจึงได้งับปากเอาแมลงวันเป็นอาหาร ท่านเปรียบถึงเราที่มีความโลภ มีมีความรู้สึกสำนึกชั่วดี ความถูกต้อง มีแต่จะเอาให้ได้ท่าเดียว โดยมีคำนึงว่าที่ได้มานั้นสกปรกแปดเปื้อนด้วยความไม่ดีไม่งามหรืออกุศลหรือไม่ และไม่ใส่ใจว่าผู้อื่นจะได้รับผลอย่างไรจากการกระทำของตน ดังนั้น ท่านจึงเปรียบธงรูปจระเข้เหมือนกับความโลภ ที่ทำให้คนกอบโกยทุกสิ่งทุกอย่างเท่าที่จะมีช่องทางหรือโอกาส
ธงกฐินรูปกินรีหรือนางมัจฉาถือดอกบัว หมายถึง ความหลงหรือโมหะ ซึ่งรูปร่างและศัพท์ที่ใช้เรียกก็มีความชัดเจนอยู่แล้ว นั่นคือ กินรีเป็นคนหรือสัตว์กันแน่ดูไม่ออกเพราะท่อนล่างเป็นปลา ท่อนบนเป็นคน คำว่า “ กินรี ” มาจากภาษาบาลีว่า “ กินนรี ” แต่ผ่านกระบวนการแปลงศัพท์ แปลว่า “ คนอะไร ” หรือคนผู้สงสัย,ผู้ยังสงสัย หรือผู้ที่ค้นพบเห็นก็เกิดความสงสัย คือคนที่ไม่เป็นตัวของตัวเองทั้งทางด้านความคิด การกระทำหรือพฤติกรรม เพราะฉะนั้นท่านจึงเปรียบกินนรีหรือกินรีเสมือนโมหะ คือ ความหลงหรือผู้หลง ความลังเลสงสัย นั่นเอง
เรื่องธงจระเข้มีตำนานที่แตกต่างกันไปอย่างน้อย ๓ เรื่อง
เรื่องที่ ๑ในโบราณสมัยการเดินทางต้องอาศัยดวงดาว เช่น การยกทัพเคลื่อนขบวนในตอนจวนจะสว่างจะต้องอาศัยดาวจระเข้ เพราะดาวจระเข้จะขึ้นในเวลานั้น การทอดกฐินมีภาระมากบางครั้งต้องไปทอด ณ วัดซึ่งอยู่ไกลบ้าน ฉะนั้น การดูเวลาจึงต้องอาศัยดวงดาว เมื่อดาวจระเข้ขึ้นก็เคลื่อนองค์กฐินไปสว่างเอาที่วัดพอดี ต่อมามีผู้คิดทำธงในงานกบิน ในชั้นต้นคงทำทิวธงประดับประดาให้สวยงามทั้งที่องค์กฐินและบริเวณวัดภายหลังคงหวังจะให้เป็นเครื่องหมายเนื่องด้วยการกฐินจึงคิดทำธงรูปจระเข้เสมือนประกาศให้รู้ว่าทอดกฐินแล้ว
เรื่องที่ ๒ เล่าเป็นนิทานโบราณว่าในการแห่กฐินทางเรือของอุบาสกผู้หนึ่งมีจระเข้ตัวหนึ่งอยากได้บุญจึงว่ายน้ำตามเรือไปด้วย แต่ยังไม่ทันถึงวัดก็หมดแรงว่ายต่อไปไม่ไหว จึงร้องบอกอุบาสกว่า เหนื่อยนักแล้วไม่สามารถจะว่ายตามไปร่วมกองกุศลได้ หวานท่านเมตตาช่วยเขียนรูปข้าพเจ้าเพื่อเป็นสักขีพยานว่าได้ไปร่วมการกุศลด้วยเถิด อุบาสกผู้นั้นจึงเขียนรูปจระเข้ยกเป็นธงขึ้นในวัด เป็นปฐมและสืบเนื่องมาจนบัดนี้
เรื่องที่ ๓ เรื่องเก่าแก่ตั้งแต่โบราณกับปู่โสมเฝ้าทรัพย์ในอดิตกาล กล่าวถึงเศรษฐีขี้ตระหนี่ ตอนที่มีชีวิตอยู่หาแต่เงิน เก็บแต่เงิน โดยนำเงินใส่ไห ใส่ตุ่มไปฝั่งไว้ที่ริมฝั่งน้ำ แต่ไม่ทำบุญให้ทาน ไม่ตักบาตร ไม่ถวายสร้างกฏิ วิหาร โบสถ์ สะพาน ไม่ช่วยทำทางเข้าวัด เหล่านี้เป็นต้น เมื่อตายไปด้วยความห่วงสมบัติจึงไปเกิดเป็นจระเข้เฝ้าสมบัติอยู่แถวนั้น นานเข้าก็มาฝันให้ญาติให้มาขุดเอาเงินไปทำบุญให้ จะทอดกฐินหรือผ้าป่าก็ได้ ญาติจึงนำเงินนั้นไปทอดกฐิน สมัยก่อนเขาแห่กฐินทางเรือ จระเข้ตัวนั้นจึงว่ายตามเรือตามกองกฐินไป เมื่อทอดกฐินเสร็จ ยาติก็อุทิศส่วนกุศลให้บอกว่านายนี้ที่ล่วงลับไป บัดนี้เอาเงินมาทอดกฐินถวายให้พระแล้ว จระเข้ก็โผหัวขึ้นมา พอพระอนุโมธนาให้พรจบ จระเข้ตัวนั้นก็มุดน้ำหายไป
ทุกวันนี้ ธงรูปจระเข้คาบดอกบัวจึงเป็นสัญญาลักษณ์ในการทอดกฐิน หรือธงตะขาบก็มีตำนานคล้ายคลึงกัน ต่างกันเพียงแต่เมื่อตายไปก็เกิดเป็นตะขาบคอยเฝ้าสมบัติเช่นกัน ส่วนตำนานหรือนิทานพื้นบ้านที่เป็นเรื่องเล่าเกี่ยวกับธงกฐินรูปนางมัจฉายังไม่มีปรากฏให้เห็นนอกจากธงกฐินรูปจระเข้และนางมัจฉาแล้ว บางแห่งอาจใช้ธงเป็นรูปเต่า ตะขาบ หรือ แลงป่องก็ได้
ทุกวันนี้ ธงรูปจระเข้คาบดอกบัวจึงเป็นสัญญาลักษณ์ในการทอดกฐิน หรือธงตะขาบก็มีตำนานคล้ายคลึงกัน ต่างกันเพียงแต่เมื่อตายไปก็เกิดเป็นตะขาบคอยเฝ้าสมบัติเช่นกัน ส่วนตำนานหรือนิทานพื้นบ้านที่เป็นเรื่องเล่าเกี่ยวกับธงกฐินรูปนางมัจฉายังไม่มีปรากฏให้เห็นนอกจากธงกฐินรูปจระเข้และนางมัจฉาแล้ว บางแห่งอาจใช้ธงเป็นรูปเต่า ตะขาบ หรือ แลงป่องก็ได้
![]() |
| จระเข้คาบดอกบัว |
![]() |
| ตะขาบ |
![]() |
| เต่า |



